หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

คลอโรฟิลล์ คืออะไร

คลอโรฟิลล์ คืออะไร
คลอโรฟิลล์ (อังกฤษ: Chlorophyll) เป็นสารประกอบที่พบได้ในส่วนที่มีสีเขียวของพืช โดยพบมาก ที่ใบ นอกจากนี้ยังพบได้ที่ลำต้น ดอก ผลและรากที่มีสีเขียว และยังพบได้ในสาหร่ายทุกชนิด นอกจากนี้ยังพบได้ในแบคทีเรียบางชนิด คลอโรฟิลล์ทำหน้าที่เป็นโมเลกุลรับพลังงานจากแสง และนำพลังงานดังกล่าวไปใช้ในการสร้างพลังงานเคมีโดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง เพื่อสร้างสารอินทรีย์ เช่น น้ำตาล และนำไปใช้เพื่อการดำรงชีวิต คลอโรฟิลล์ อยู่ในโครงสร้างที่เรียกว่า เยื่อหุ้มไทลาคอยล์ (Thylakoid membrane)ซึ่งเป็นเยื่อหุ้มที่อยู่ภายใน คลอโรพลาสต์ (Chloroplast)
โครงสร้างทางเคมี
คลอโรฟิลล์เป็นสารที่ละลายได้ดีในอะซีโตนและแอลกอฮอล์ โครงสร้างอาจแบ่ง ได้เป็นสองส่วน คือ ส่วนหัว และส่วนหาง โดยที่ส่วนหัวของคลอโรฟิลล์มีลักษณะเป็นวงแหวน ไพรอล (pyrole ring) ที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบอยู่ 4 วง และมีธาตุแมกนีเซียม อยู่ตรงกลาง โดยทำพันธะกับไนโตรเจน ส่วนหัวนี้มีขนาดประมาณ 1.5x1.5 อังสตรอม ส่วนหางของคลอโรฟิลล์มีลักษณะเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ 20 อะตอม มีความยาวประมาณ 2 อังสตรอม คลอโรฟิลล์ดูดกลืนแสงได้ดี ที่ช่วงคลื่นของแสงสีฟ้าและสีแดง แต่ดูดกลืนช่วงแสงสีเหลืองและเขียวได้น้อย ดังนั้นเมื่อได้รับแสงจะดูดกลืนแสงสีฟ้าและสีแดงไว้ ส่วนแสงสีเขียวที่ไม่ได้ดูดกลืนจึงสะท้อนออกมา ทำให้เห็น คลอโรฟิลล์มีสีเขียว ในธรรมชาติมีคลอโรฟิลล์อยู่หลายชนิดด้วยกันซึ่งแต่ล่ะชนิดมีโครงสร้างหลัก ที่เหมือนกันคือ วงแหวนไพรอล 4 วง แต่โซ่ข้าง (side chain) ของคลอโรฟิลล์แต่ละชนิดจะมี ลักษณะที่ต่างกันออกไป เช่น คลอโรฟิลล์ เอ (chlorophyll a) และคลอโรฟิลล์ บี (chlorophyll b) มีโครงสร้างโมเลกุลที่ต่างกันเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น นั่นคือ ที่วงแหวนไพรอลวงที่สองของคลอโรฟิลล์ เอ มีโซ่ข้างเป็นหมู่เมททิล (-CH3) ส่วนของคลอโรฟิลล์ บี เป็นหมู่อัลดีไฮด์         (CHO) ซึ่งการที่ โครงสร้างที่ต่างกันนี้ก็ทำให้มีคุณสมบัติแตกต่างกันด้วยโดยเฉพาะด้านการละลายโดยที่ หมู่เมททิลของ คลอโรฟิลล์ทำให้โมเลกุลมีขั้ว ดังนั้นจึงละลายได้ดีในสารละลายที่มีขั้ว เช่น เมทิลแอลกอฮอล์ ส่วนหมู่ อัลดี ไฮด์ซึ่งไม่มีขั้ว จึงทำให้คลอโรฟิลล์ บี ละลายได้ดีในตัวทำละลายไม่มีขั้ว เช่น ปิโตรเลี่ยมอีเธอร์ (petroleum ether)รวมทั้งคุณสมบัติการดูดกลืนแสงก็ต่างกันด้วย และทำให้คลอโรฟิลล์ทั้งสองชนิดนี้มีสีต่างกันเล็กน้อย โดยที่คลอโรฟิลล์ เอ มีสีเขียวเข้มส่วนคลอโรฟิลล์ บี มีสีเขียวอ่อน
ล้างสารพิษด้วยวิธีธรรมชาติ ดื่มทุกวัน ผิวสวยใส สุขภาพดีทุกวัน
คลอโรฟิลล์ พลัส วิตามินซี และ คลอโรฟิลล์ พลัส โคเอ็นไซม์คิวเท็น
คลอโรฟิลล์ คือ สารสีเขียวในใบพืชช่วยในขบวนการสังเคราะห์แสงและเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซออกซิเจนงานวิจัยหลายฉบับพบว่า คลอโรฟิลล์ มีโครงสร้างคล้ายเม็ดเลือดในร่างกายคน จึงมีส่วนช่วยในขบวนการผลิตเมือดเลือดของร่างกาย ส่งผลให้ลดความเสี่ยงของการเกิดสภาวะเลือดน้อย โลหิตจาง งานวิจัยอีกหลายฉบับยังพบคุณสมบัติต่างๆ ของคลอโรฟิลล์อีกมากมาย เช่น ช่วยลดอนุมูลอิสระ ช่วยขจัดสารพิษ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่งและช่วยลดกรดในร่างกาย
การรับประทานใบผักทำให้ร่างกายได้รับคลอโรฟิลล์อย่างเพียงพอหรือไม่
การรับประทานใบผักก็ทำให้ร่างกายได้รับคลอโรฟิลล์เช่นกัน แต่ในปริมาณที่น้อยมาก  เนื่องจากคนส่วนใหญ่กินผักน้อย เคี้ยวน้อย จึงทำให้ได้รับคลอโรฟิลล์จากการรับประทานน้อยเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ จึงควรรับประทานคลอโรฟิลล์สกัดเสริม
- คลอโรฟิลล์ พลัส วิตามินซี เหมาะกับเด็กและวัยรุ่น
- คลอโรฟิลล์ พลัส โคเอ็นไซม์ คิวเท็น เหมาะกับวัยทำงาน วัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ

ผลิตภัณฑ์ : คลอโรฟิลล์ พลัส วิตามินซี
ผลิตภัณฑ์ Chlorophyll + VItamin C บรรจุอยู่ในซองพกพาสะดวก 1 ซอง ประกอบด้วยคลอโรฟิลล์เข้มข้น และวิตามินซีช่วยเสริมภูมิต้านท้าน ต้านอนุมูลอิสระให้ความสดชื่น สดใสทุกวัน
            โซเดียมคอปเปอร์คลอโรฟิลลิน ซึ่งได้จากการสกัดสารคลอโรฟิลล์ จากใบมอลล์เบอรี่ ผ่าน ขบวนการให้อยู่ในรูปสารประกอบโซเดียม คอปเปอร์คลอโรฟิลลินซึ่งทำให้คลอโรฟิลล์สามารถละลายน้ำได้และผ่าน เข้าสู่
ขบวนการดูดซึมของร่างกายได้ดียิ่งขึ้น
                วิตามินซี ช่วยเสริมประสิทธิภาพของคลอโรฟิลล์ ช่วยเสริม สร้างระบบ ภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงช่วยป้องกันหวัด ป้องกัน อาการ ของโรคภูมิแพ้ มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมคุณสมบัติในการป้องกัน โรคมะเร็ง และยังช่วย ให้ผิวพรรณสดใสอีกด้วย
ประโยชน์ : คลอโรฟิลล์ พลัส วิตามินซี มีดังนี้
1. ช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดแดงให้ร่างกายเกิดความสมดุล
2. ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย สารตกค้างของยาปฏิชีวนะ สารเคมีตกค้างในอาหาร ในเลือด ปอด ตับ ไต ป้องกันตับอักเสบ ไตวาย
3. ช่วยลดอาการภูมิแพ้ไซนัส
4. ช่วยฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย ลดปัญหากลิ่นตัว กลิ่นปาก กลิ่นกาย
5. ช่วยให้ระบบเลือดหมุนเวียนดี ระบบสายตาดีขึ้น
6. ช่วยให้ความสดชื่น กระปี้กกระเป่า แก้ปัญหาสิว ฝ้าให้จางลง
7.ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก ขับถ่ายดีขึ้น
8. ช่วยปรับสมดุลให้กับร่างกาย ไม่เป็นกรด
9. ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคไขข้อเสื่อม และโรคอื่นๆ
10. ช่วยกำจัดเชื้อโรค
11. ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยละนำหนัก
12. ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน ปวดศีรษะไมเกรน

ผลิตภัณฑ์ Chlorophyll + CoEnzyme q10
ปัจจุบันนี้ ทุกท่านคงได้ยินคำว่า คิวเท็น และได้เห็นคำว่า Q10 กันอยู่ บ่อย ๆ ทั้งในโทรทัศน์ วิทยุตามสื่อโฆษณาต่าง ๆ หรือแม้แต่ในห้างสรรพสินค้า ที่มีเครื่องสำอาง ซึ่งมี Q10 เป็นส่วนประกอบ แต่ทราบหรือไม่ ว่าจริง ๆ แล้วในร่างกาย ของคนเราก็มี Q10 นี้เหมือนกัน อีกทั้งไม่เฉพาะ ผลิตภัณฑ์ความสวยความงามหรือเครื่องสำอางเท่านั้นที่ใช้ Q10 แต่ยังมีการนำ Q10 มาใช้เป็นอาหารเสริมบำรุงร่างกายอีกด้วย
มาเริ่มทำความรู้จัก Q10 กันก่อนดีกว่า ว่าคืออะไร แล้วมีความสำคัญต่อร่างกายของคนเราอย่างไร Q10 มีชื่อเรียกมากมายไม่ว่าจะเป็น Co-enzyme Q10 หรือ CoQ10 หรือ Ubiquinoneหรือ Ubiquinole หรือ Ubidecarenone หรือ Ubiquitous หรือ Coenzyme quinone จากการศึกษาเกี่ยวกับรายละเอียดเพิ่มมากขึ้นทำให้ทราบว่า CoQ10 เป็นสารที่ร่างกายสามารถผลิต ได้เอง โดยธรรมชาติและมีความจำเป็นต่อร่างกาย CoQ10 เป็นสารประกอบคล้ายวิตามินที่มีคุณสมบัติในการละลายในไขมัน (fat-soluble vitaminlike substance) พบในเซลล์ทุกเซลล์ที่มีชีวิตในร่างกาย โดยจะอยู่ที่ส่วนเยื่อหุ้ม (membrane) ของไมโตคอนเดรีย ซึ่งไมไตคอนเดรียนี้ทำหน้าที่ในการ ผลิต พลังงานให้กับเซลล์โดยพลังงาน ดังกล่าวอยู่ในรูป ATP(adenosine triphosphate) ซึ่งเป็นพลังงานพื้นฐานของเซลล์ พบ CoQ10 มากในอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูง ซึ่งจะมีจำนวน ไมโตรคอนเดรียมาก เช่น หัวใจ ตับ กล้ามเนื้อ สมอง ส่วนอวัยวะอื่น ๆ ก็พบ CoQ10 เช่นกันแต่พบค่อนข้างน้อยเนื่องจากอวัยวะดังกล่าวต้องการพลังงานน้อยจึงมีจำนวนไมโตคอนเดรีย น้อยด้วย
 เนื่องจาก CoQ10 มีหน้าที่สำคัญในกระบวนการ ที่สร้าง พลังงานให้กับร่างกาย ดังนั้นเมื่อระดับของ CoQ10 มีการเปลี่ยนแปลงไปก็จะส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย จึงส่งผลให้มีผู้สนใจนำ CoQ10 มาศึกษาในการ ใช้เป็นอาหารเสริมร่วมกับการรักษาโรคต่าง ๆ เช่น โรคเกี่ยวกับหัวใจและ หลอดเลือด โรคเกี่ยวกับเหงือก ฯลฯ นอกจากนี้ ยังนำมา ผลิตในรูปเครื่องสำอางเพื่อใช้ในการลดริ้วรอย ชะลอการ เสื่อมของเซลล์ผิวหนังจาก แสงแดด (photoaging) Professor Yamamura แห่งประเทศญี่ปุ่น เป็น บุคคลแรกที่สนใจและนำ CoQ10 มาใช้รักษาผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว (congestive heart failure) และพบว่าเมื่อผู้ป่วยได้รับ CoQ10 เข้าไปแล้ว มีอาการดีขึ้น เนื่องจากมีการศึกษา พบว่าผู้ป่วยที่เป็น โรคหัวใจจะมีปริมาณของ CoQ10 ลดลง
ดังนั้นเมื่อได้รับ CoQ10 เข้าไป ก็จะทำให้ระดับ CoQ10 ในร่างกายเป็น ปกติ ร่างกายก็จะสามารถสร้างพลังงานจากเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจได้ จึงทำ ให้มีผู้สนใจศึกษาเพิ่มเติมมากขึ้นและใช้ CoQ10 เป็นอาหารเสริม ในผู้ป่วย โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจล้มเหลว (congestiveheart failure)โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อหัวใจ (heart muscle disease)โรคเจ็บ หน้าอก (angina pectoris) ความดันโลหิตสูง (hypertension) นอกเหนือ จากเป็นอาหารเสริมที่ทำให้ระดับ CoQ10 เป็นปกติแล้ว จากการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหลาย การวิจัยยังพบว่า CoQ10 มีฤทธิ์เป็นสารต้านออกซิเดชั่น (antioxidant) ป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย เพิ่มประสิทธิภาพ ในการ สูบฉีดโลหิตของหัวใจ (enhances the heart's pumping system) และ ทำให้ หัวใจนำก๊าซออกซิเจนไปใช้งานได้มากขึ้น (improving oxygen intake) อีกด้วย
CoQ10 นอกจากสังเคราะห์ขึ้นจากร่างกายมนุษย์แล้ว ในสัตว์ และพืชบาง ชนิดก็เป็นแหล่งอุดมของ CoQ10 เช่นกัน เช่น หัวใจ ตับ ไต ของสัตว์ เนื้อสัตว์ รำข้าว ผลิตภัณฑ์จากถั่ว ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรลนอกเหนือจากการนำ CoQ10 มาเป็นอาหารเสริม แล้วยังมีผู้สนใจในฤทธิ์เป็นสารต้านออกซิเดชั่น (antioxidant) และเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายมนุษย์ สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้ เองของ CoQ10 มาใช้ในทางเครื่องสำอางสำหรับลดการเกิดริ้วรอย ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวหนังจากแสงแดด
ประโยชน์ : คลอโรฟิลล์ พลัส โคเอ็นไซม์คิวเท็น  มีดังนี้
1. ช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดแดงให้ร่างกายเกิดความสมดุล
2. ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย สารตกค้างของยาปฏิชีวนะ สารเคมีตกค้างในอาหาร ในเลือด ปอด ตับ ไต ป้องกันตับอักเสบ ไตวาย
3. ช่วยฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย ลดปัญหากลิ่นตัว กลิ่นปาก กลิ่นกาย
4. ช่วยให้ระบบเลือดหมุนเวียนดี ระบบสายตาดีขึ้น
5. ช่วยให้ความสดชื่น กระปี้กกระเป่า แก้ปัญหาสิว ฝ้าให้จางลง
6.ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก ขับถ่ายดีขึ้น
7. ช่วยปรับสมดุลให้กับร่างกาย ไม่เป็นกรด
8. ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคไขข้อเสื่อม และโรคอื่นๆ
9. ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยละนำหนัก
10. ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน ปวดศีรษะไมเกรน
            11. ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
                12. ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น